ตลาดเครื่องเล่นเกมพกพาไม่ได้มีแค่ Nintendo Switch หรือ Steam Deck อีกต่อไป เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Windows Handheld กลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่ร้อนแรงสุด ๆ โดยเฉพาะเมื่อ ASUS ส่ง ROG Ally รุ่นแรกลงสนาม พร้อมจุดขายเรื่องความแรงและความยืดหยุ่นของ Windows
แต่ถึง ROG Ally รุ่นแรกจะมีประสิทธิภาพน่าประทับใจ มันก็ยังมีหลายจุดที่ทำให้คนใช้งานจริงรู้สึกว่า “อีกนิดเดียวจะสมบูรณ์แบบแล้ว”
และนี่คือเหตุผลที่ ROG Ally X ถือกำเนิดขึ้น
แทนที่จะเปลี่ยนชิปใหม่แล้วจบ ASUS เลือกแก้แทบทุกจุดที่ผู้ใช้งานรุ่นแรกเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นถึง 80Wh, RAM 24GB, SSD 1TB แบบ M.2 2280, พอร์ต USB-C เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับรูปทรงตัวเครื่องและระบบระบายความร้อนใหม่
ผลลัพธ์คือเครื่องเล่นเกมพกพาที่อาจไม่ได้ดูหวือหวาที่สุดบนกระดาษ แต่กลับเป็นหนึ่งใน Windows Handheld ที่ “ลงตัว” ที่สุดในยุคของมัน
ดีไซน์เดิมที่ถูกขัดเกลาจนจับถนัดกว่าเดิม
มองจากระยะไกล ROG Ally X ยังมี DNA ของ ROG Ally อยู่ครบ แต่ตัวเครื่องเปลี่ยนมาใช้สีดำ พร้อมปรับรูปทรงบริเวณ Grip ให้มีความโค้งมนและเต็มมือมากขึ้น
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเล็ก แต่มีผลมากเวลาต้องเล่นเกมติดต่อกันนาน ๆ เพราะ Handheld ที่แรงแค่ไหน หากจับแล้วเมื่อยมือ การพกไปเล่นจริงก็คงไม่สนุกนัก
ตัวเครื่องหนักประมาณ 678 กรัม แม้จะหนักกว่ารุ่นก่อน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในใหม่ โดย ASUS ระบุว่าความจุแบตเตอรี่เพิ่มจาก 40Wh ในรุ่นเดิมเป็น 80Wh ขณะที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 11.5% เท่านั้น
ปุ่มต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับปรุง ทั้ง D-Pad, Joystick และ Trigger รวมถึงตำแหน่งของปุ่มด้านหลังที่ถูกออกแบบใหม่ให้กดพลาดได้ยากกว่าเดิม
นี่จึงไม่ใช่แค่ “ROG Ally สีดำ” แต่เป็นการเอาตัวเครื่องเดิมกลับไปขัดเกลาใหม่แทบทั้งหมด
แบตเตอรี่ 80Wh จุดอัปเกรดที่สำคัญที่สุด
จุดอ่อนใหญ่ของเครื่อง Handheld ประสิทธิภาพสูงคือเรื่องแบตเตอรี่
เกม AAA กินพลังงานสูง ชิปแรง หน้าจอรีเฟรชเรตสูง และ Windows เองก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องเล่นเกมพกพาตั้งแต่ต้น ทำให้การต้องมองหาเต้าเสียบหลังเล่นไปไม่นานกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย
ROG Ally X แก้ปัญหานี้แบบตรงไปตรงมาด้วยการใส่แบตเตอรี่ 80Wh ซึ่งมากเป็นสองเท่าของ ROG Ally รุ่นแรกที่ใช้แบตเตอรี่ 40Wh
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเวลาเล่นเกมจะเพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกสถานการณ์ เพราะระยะเวลาการใช้งานขึ้นอยู่กับเกม ค่า TDP ความสว่างหน้าจอ FPS และการตั้งค่ากราฟิก
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ “ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่”
ROG Ally X ทำให้แนวคิดของการหยิบ Windows Handheld ออกไปเล่นนอกบ้านดูสมเหตุสมผลขึ้นมากกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องพก Power Bank ขนาดใหญ่หรือคอยลด TDP ลงต่ำสุดตลอดเวลาเพื่อยื้อแบตเตอรี่ทุกนาที
สำหรับเครื่องประเภท Handheld นี่อาจเป็นการอัปเกรดที่มีผลกับประสบการณ์ใช้งานจริงมากกว่าการเพิ่มเฟรมเรตอีก 5-10 FPS เสียด้วยซ้ำ
RAM 24GB ไม่ได้มีไว้แค่ให้ตัวเลขดูเยอะ
ROG Ally X ยังคงใช้ AMD Ryzen Z1 Extreme ซึ่งเป็นชิปสถาปัตยกรรม Zen 4 แบบ 8 Core 16 Thread จับคู่กับกราฟิก RDNA 3 จำนวน 12 Compute Units
ดังนั้นหากดูแค่ชื่อ CPU หลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วมันแรงกว่ารุ่นเดิมตรงไหน?”
คำตอบสำคัญอยู่ที่หน่วยความจำ
ASUS เพิ่ม RAM จาก 16GB มาเป็น 24GB LPDDR5X-7500 ซึ่งหน่วยความจำชุดนี้ถูกแชร์ระหว่างระบบกับกราฟิก ทำให้พื้นที่สำหรับจัดสรรเป็น VRAM มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดย ASUS ยกตัวอย่างการจัดสรร 16GB สำหรับระบบและ 8GB สำหรับ GPU ได้โดยไม่ทำให้หน่วยความจำส่วนอื่นตึงจนเกินไป
ผลลัพธ์ไม่ได้หมายความว่าทุกเกมจะมี FPS พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล แต่ช่วยให้เกมยุคใหม่ที่ต้องการหน่วยความจำสูงทำงานได้สบายขึ้น ลดข้อจำกัดที่เกิดจาก Shared Memory และช่วยให้ระบบมีพื้นที่หายใจมากกว่าเดิม
พูดง่าย ๆ คือ Z1 Extreme อาจเป็นเครื่องยนต์เดิม แต่คราวนี้ ASUS ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น
จอ 120Hz + VRR ยังคงเป็นไม้เด็ด
อีกหนึ่งเรื่องที่ ASUS เลือก “ไม่เปลี่ยนเพราะมันดีอยู่แล้ว” คือหน้าจอ
ROG Ally X ใช้หน้าจอสัมผัส IPS ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 500 nits และรองรับ AMD FreeSync Premium หรือ Variable Refresh Rate
VRR ถือว่าสำคัญมากสำหรับ Handheld PC เพราะเราไม่ได้เล่นทุกเกมที่ 120 FPS
หลายครั้งเกม AAA อาจวิ่งอยู่ประมาณ 40-60 FPS และเฟรมเรตมีการแกว่งตามฉาก เมื่อมี VRR หน้าจอสามารถปรับ Refresh Rate ให้สัมพันธ์กับเฟรมที่ GPU ส่งออกมา ช่วยลดอาการภาพฉีกและทำให้การเคลื่อนไหวดูต่อเนื่องขึ้น
จึงไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นกับคำถามว่า “เกมนี้แตะ 60 FPS ตลอดหรือไม่” เพราะแม้เฟรมเรตจะขึ้นลง ประสบการณ์ที่เห็นบนหน้าจอก็ยังดูสมูทกว่าจอที่ไม่มี VRR
SSD 1TB และในที่สุดก็ใช้ M.2 2280
พื้นที่เกม PC สมัยนี้ระดับ 100GB ต่อเกมไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้น SSD 512GB ของ Handheld หลายรุ่นจึงเต็มได้เร็วมาก
ROG Ally X เพิ่มพื้นที่เริ่มต้นเป็น 1TB PCIe 4.0 NVMe และสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความจุคือการเปลี่ยนมาใช้ SSD ขนาด M.2 2280 ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปใน Notebook และ Desktop PC
ข้อดีคือหากอนาคตอยากขยับไป 2TB หรือมากกว่านั้น ตัวเลือก SSD ในตลาดมีเยอะกว่า M.2 2230 ที่ใช้ใน Handheld หลายรุ่น
เป็นอีกหนึ่งการปรับเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า Ally X ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงคนที่ใช้งานเครื่องจริงในระยะยาว
USB4 มาแล้ว ต่อจอ ต่อ Dock ใช้งานเป็น Mini PC ได้จริง
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือพอร์ตเชื่อมต่อ
ROG Ally X มี USB-C สองช่อง โดยหนึ่งในนั้นรองรับ USB4 พร้อม DisplayPort และ Power Delivery ทำให้การต่อ Dock, SSD ภายนอก, Monitor หรืออุปกรณ์ความเร็วสูงทำได้สะดวกกว่าเดิม
ข้อดีของ Windows Handheld คือทันทีที่เอาเครื่องวางบนโต๊ะ ต่อ Monitor, Keyboard และ Mouse มันก็สามารถกลายเป็นคอมพิวเตอร์ Windows เครื่องหนึ่งได้ทันที
ดังนั้น ROG Ally X จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บทบาท “เครื่องเล่นเกมพกพา”
เช้าอาจใช้ทำงาน ต่อจอ เปิด Browser หรือโปรแกรม Office ส่วนเย็นถอดสายแล้วหยิบขึ้นมาเล่นเกมบนโซฟาได้เลย
นี่คือเสน่ห์ที่เครื่อง Console แบบดั้งเดิมให้ไม่ได้ง่าย ๆ
แต่ Windows ก็ยังเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย
ROG Ally X ใช้ Windows 11 Home เต็มรูปแบบ
ข้อดีคืออิสระมหาศาล
Steam, Xbox Game Pass, Epic Games Store, Battle.net หรือ Launcher อื่น ๆ สามารถใช้งานได้เหมือน PC ปกติ เกมที่ติดระบบ Anti-Cheat ซึ่งอาจมีข้อจำกัดบน Linux ก็ใช้งานได้ง่ายกว่า
แต่ในอีกด้าน Windows ยังไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่เกิดมาเพื่อควบคุมด้วยจอ 7 นิ้วและ Controller
บางครั้งจึงยังต้องเจอกับหน้าต่าง Pop-up เล็ก ๆ การกดปุ่มด้วย Touchscreen หรือการตั้งค่าที่ต้องอาศัย Desktop Interface ซึ่งรีวิวจากหลายสำนักในช่วงเปิดตัวก็ยังมองว่า Windows เป็นหนึ่งในข้อจำกัดของประสบการณ์ Handheld แม้ตัวฮาร์ดแวร์ของ Ally X จะได้รับการปรับปรุงขึ้นมากแล้วก็ตาม
Armoury Crate SE ช่วยทำให้การเปิดเกมและสลับ Performance Profile สะดวกขึ้น แต่เบื้องหลังมันก็ยังเป็น Windows อยู่ดี
ดังนั้นคนที่ชอบความเรียบง่ายแบบ “เปิดเครื่องแล้วเล่นทันที” อาจรู้สึกว่า Steam Deck มีประสบการณ์แบบ Console มากกว่า ขณะที่ Ally X เหมาะกับคนที่ยอมแลกความซับซ้อนเล็กน้อยกับอิสระของ PC
สเปกเด่น ROG Ally X
| สเปก | ROG Ally X |
|---|---|
| CPU | AMD Ryzen Z1 Extreme, 8 Core / 16 Thread |
| GPU | AMD Radeon RDNA 3, 12 CU |
| RAM | 24GB LPDDR5X |
| Storage | 1TB PCIe 4.0 NVMe M.2 2280 |
| หน้าจอ | 7 นิ้ว FHD IPS |
| Refresh Rate | 120Hz + AMD FreeSync Premium |
| แบตเตอรี่ | 80Wh |
| ระบบปฏิบัติการ | Windows 11 Home |
| การเชื่อมต่อ | USB4 + USB 3.2 Gen 2 Type-C |
| น้ำหนัก | ประมาณ 678 กรัม |
ข้อมูลสเปกอ้างอิงจาก ASUS ROG
แล้วมันคือ “ตัวจบ” ของ Windows Handheld จริงไหม?
สิ่งที่ทำให้ ROG Ally X น่าสนใจไม่ใช่การมี CPU รุ่นใหม่ที่สุด หรือการพยายามทำตัวเลข Benchmark ให้แรงกว่าคู่แข่งทุกเครื่อง
แต่คือการที่ ASUS กลับไปแก้ปัญหาในจุดที่คนใช้ Handheld สัมผัสได้จริง
แบตเตอรี่น้อย? เพิ่มเป็น 80Wh
RAM เริ่มไม่พอกับเกมใหม่? ขยับเป็น 24GB
SSD ความจุน้อยและอัปเกรดไม่สะดวก? ให้ 1TB และเปลี่ยนเป็น M.2 2280
พอร์ตไม่พอ? เพิ่ม USB-C พร้อม USB4
ตัวเครื่องจับไม่เต็มมือ? ปรับ Grip ใหม่
ระบบระบายความร้อน? ปรับชุดพัดลมและทางเดินอากาศ
มันคือแนวคิดแบบ “ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด แค่ทำของเดิมให้ถูกต้องกว่าเดิม”
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Ally X แตกต่าง
สรุป
ROG Ally X คือ ROG Ally ในเวอร์ชันที่โตเต็มที่
CPU Ryzen Z1 Extreme อาจไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเหมือนการเปิดตัวชิปเจเนอเรชันใหม่ แต่การอัปเกรด RAM เป็น 24GB, แบตเตอรี่ 80Wh, SSD 1TB M.2 2280, USB4 และการปรับ Ergonomics กลับมีผลต่อประสบการณ์ใช้งานในชีวิตจริงอย่างชัดเจน
มันยังมีข้อจำกัดจาก Windows 11 และขนาดตัวเครื่องที่ไม่ได้เบาที่สุด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความยืดหยุ่นแบบ PC เต็มรูปแบบในอุปกรณ์ที่สามารถหยิบใส่กระเป๋าไปเล่นได้ทุกที่
สำหรับคนที่ต้องการเครื่อง Handheld ที่เล่นเกม Steam ได้ ใช้ Game Pass ได้ ลงโปรแกรม Windows ได้ ต่อจอทำงานได้ และยังมีแบตเตอรี่ที่พร้อมรับมือกับการใช้งานนอกบ้านมากกว่ารุ่นก่อน
ROG Ally X จึงไม่ใช่แค่รุ่นอัปเกรดของ Ally แต่เป็นการแก้การบ้านแทบทุกข้อจนกลายเป็นหนึ่งใน Windows Handheld ที่ลงตัวที่สุดของเจเนอเรชันนั้น
ถ้า ROG Ally รุ่นแรกคือการพิสูจน์ว่า “Gaming PC สามารถย่อส่วนมาอยู่ในมือได้”
ROG Ally X ก็คือรุ่นที่ตอบคำถามต่อว่า
“แล้วจะทำอย่างไรให้เราอยากพกมันออกไปเล่นทุกวัน?”